Promote Innovation, Competitiveness and Entrepreneurship of Associates through Low Carbon Technologies

พริก
4, มี.ค. 2026
เทคนิคง่ายๆ ในการปลูกพริกให้แข็งแรง

เนื่องจากคนไทยนิยมรับประทานอาหารรสเผ็ด พริกจึงเป็นส่วนหนึ่งในการประกอบของอาหารไทยหลายๆ ชนิด นอกจากนี้ยังใช้เป็นยาสมุนไพรได้อีกด้วย โดยช่วยรักษาโรคหิด กลาก ลดอาการปวดบวม เนื่องจากถูกความเย็นจัด และพริกก็ยังเป็นพืชผักที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง ที่นิยมนำมาใช้ในการประกอบอาหารและนิยมปลูกตามบ้านเรือนกันทั่วไป ด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์และสรรพคุณที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย 

ในประเทศไทยมีการปลูกพริกหลายสายพันธุ์ โดยสามารถแบ่งพริกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

กลุ่มที่ 1 C.frutescens พริกที่มีรสชาติเผ็ดมาก มีผลขนาดเล็ก เช่น พริกขี้หนู พริกขี้หนูสวน

กลุ่มที่ 2 C.annuum พริกที่มีรสชาติไม่เผ็ดมาก มีขนาดใหญ่กว่า เช่น พริกหยวก พริกหวาน

ขั้นตอนการปลูกพริก

1. การเตรียมแปลงในการปลูกพริก

ควรเลือกตำแหน่งปลูกบริเวณที่มีแสงแดดส่องถึงอย่างน้อยครึ่งวัน สามารถปลูกได้ทั้งแบบลงแปลงและแบบกระถาง โดยควรเลือกกระถางขนาด 12 นิ้วขึ้นไป หรือยกแปลงปลูกขนาด 1.50 * 3.00 เมตร ลึก 0.20 – 0.25 เมตร แล้วผสมปุ๋ยสูตร 16-16-16 ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ จากนั้นคลุกเคล้าให้เข้ากัน

2. หยอดเมล็ด / เพาะกล้า

ถอนแยกต้นกล้าจากถาดเพาะ หลังจากหยอดเมล็ด 25 – 30 วัน มาปลูกหลุมละ 1 ต้น หรือ หยอดเมล็ด 2 – 3 เมล็ดต่อหลุม ในกระถางหรือแปลงที่เตรียมไว้ ระยะห่างกัน หลุมละ 0.50 เมตร โดยกลบดินแล้วรดน้ำให้ชุ่ม

3. การรดน้ำ

รดน้ำเป็นประจำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ควรระวังอย่าให้พริกขาดน้ำเด็ดขาด เพราะจะทำให้ต้นพริกอ่อนแอ และควรระวังอย่าให้ชื้นหรือแฉะจนเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดโรคไรขาว โรคกุ้งแห้ง ซึ่งจะทำให้ผลพริกเกิดเป็นจุดช้ำๆ และแห้งเหี่ยวในที่สุด

4. การใส่ปุ๋ย

เมื่อพืชอายุ 45-50 วัน ให้โรยปุ๋ย ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ รอบโคนต้น แล้วกลบด้วยดินรดน้ำให้ชุ่ม และเมื่อต้นพริกอายุ 70-75 วัน จะเริ่มติดดอกให้โรยปุ๋ยประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ รอบโคนต้นแล้วรดน้ำให้ชุ่ม เพื่อเป็นการเร่งการเจริญเติบโตและเพิ่มความสมบูรณ์ของดอก

5. การเก็บเกี่ยว

ตั้งแต่การเพาะเมล็ดจนถึงวันเก็บเกี่ยวใช้เวลาประมาณ 95 – 100 วัน และสามารถเก็บเกี่ยวต่อเนื่องได้อีก 1 – 3 ปี แตกต่างกันตามสายพันธุ์

ทั้งนี้ พริกยังถือเป็นพืชที่นับว่าเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทย และอยู่คู่คนไทยมาช้านาน โดยสามารถนำมาเป็นส่วนประกอบอาหารสารพัดเมนู ไม่ว่าจะเป็นการใช้ผลสด หรือปรุงสุก ต้มยำ แกง ผัด ยำ อาหารแห้ง เครื่องปรุงรส อาหารแปรรูป ส่วนผสมอาหารเสริม ส่วนผสมทางยา และไม้ประดับได้อีกด้วย

ไขข้อสงสัย วิธีแก้ปัญหาดินเปรี้ยว ทำได้อย่างไรบ้าง
21, ม.ค. 2026
ไขข้อสงสัย วิธีแก้ปัญหาดินเปรี้ยว ทำได้อย่างไรบ้าง

ปัญหาในเรื่องของดินเพาะปลูก จะเป็นปัญหาใหญ่ที่ชาวเกษตรกรทุกคนจะต้องพบเจอเลยก็ว่าได้ ทั้งในเรื่องของปัญหาดินเค็ม หรือปัญหาดินเปรี้ยว ซึ่งปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลเสียต่อผลผลิตทางการเกษตรทั้งสิ้น ดังนั้นหากใครที่พบเจอกับปัญหาดินเปรี้ยว จะต้องหาวิธีการแก้ไข เพื่อช่วยให้เราสามารถทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะฉะนั้นมาดูกันเลยว่า ปัญหาดินเปรี้ยวสามารถแก้ไขได้อย่างไรบ้าง

ดินเปรี้ยวคืออะไร และมีลักษณะอย่างไรบ้าง

ดินเปรี้ยว หรือที่เรียกว่า Acid Soil จะหมายถึงดินที่มีสภาพความเป็นกรดสูง ค่าความเป็นกรดด่าง หรือค่า pH จะไล่ตั้วแต่ 1 ไปจนถึง 14 ซึ่งค่าที่เป็นกลางจะเท่ากับ 7 หากค่า pH ต่ำกว่า 7 จะถือว่าดินมีสภาพเป็นกรด และหากค่า pH ต่ำกว่า 4 จะแปลว่าดินมีสภาพเป็นกรดจัด หรือเปรี้ยวจัดนั่นเอง ดังนั้นดินที่เปรี้ยวจัดหรือเป็นกรดจัด จะมีกรด Sulfuric ปะปนอยู่ ดังนั้นเราจะไม่สามารถปลูกพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง ส่งผลให้เราจำเป็นต้องมองหาวิธีการแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อปลูกพืชได้ผลผลิตที่ดีที่สุด

แก้ปัญหาดินเปรี้ยวอย่างไรให้ได้ผลมากที่สุด

สำหรับวิธีการแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวนั้น จะต้องบอกเลยว่า มีวิธีแก้ไขได้อย่างง่ายดาย และในปัจุบันจะมีให้เลือกหลากหลายวิธีเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นไปดูกันเลยว่า จะมีวิธีการแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวได้อย่างไรบ้าง

  • ใส่อินทรีย์วัตถุ: ไม่ว่าจะเป้นการใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยพืชสด เพราะปุ๋ยเหล่านี้จะมีส่วนช่วยเพิ่มการดูดซับธาตุอาหารพืชในดิน ลดการสูญเสียธาตุอาหารจากการถูกชะล้าง และอินทรียวัตถุยังช่วยลดความเป็นพิษของเหล็ก และอลูมิเนียมได้อีกด้วย
  • ปลูกพืชคลุมดิน: ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีแก้ไขที่สามารถทำได้อย่างง่ายดาย และยังเป็นการรักษาหน้าดิน ป้องกันการชะละลายหน้าดิน ช่วยรักษาความชื้นในดิน และช่วยเมอินทรียวัตถุให้กับดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เลือกปลูกพืชที่เหมาะสม: หากใครที่ไม่สามารถปรับสภาพของดิน หรือลดความเปรี้ยวของดินได้นั้น เราสามารถเลือกปลูกพืชที่เหมาะสมได้เช่นเดียวกัน โดยการปลูกพืชที่มีระบบรากลึก สลับกับรากตื้น เพื่อเป็นการนำอาหารที่ถูกชะละลายลงในดินล่างมาใช้ปลูกพืชหมุนเวียนชนิดต่าง ๆ สลับกับการปลูกพืชตระกูลถั่ว เพื่อดักเก็บตะกอน และช่วยรักษาความชื้นในดินได้อีกด้วย 

และนอกจากวิธีต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว ยังมีวิธีอื่น ๆ อีกมากมาย ที่จะเป็นตัวช่วยลดความเปรี้ยวให้แก่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากดินเปรี้ยวจะเป็นดินที่ไม่สามารถเพาะปลูกได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ดังนั้นเราจำเป็นต้องมองหาวิธีการแก้ไข เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพมากที่สุด

เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
14, มี.ค. 2024
การใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมการเกษตร

ในปัจจุบัน การเกษตรกรรมมีบทบาทสำคัญในการจัดหาอาหารให้กับประชากรโลกที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การทำเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมมักส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้สารเคมีเกินควรควบคุม การทำลายป่าไม้เพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูก และการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมาก เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมการเกษตร เพื่อช่วยลดผลกระทบดังกล่าวและทำให้การเกษตรมีความยั่งยืนมากขึ้น

เกษตรอินทรีย์ (Organic Farming)

เกษตรอินทรีย์เป็นระบบการเพาะปลูกที่ไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ เช่น ปุ๋ยเคมี หรือสารกำจัดศัตรูพืช แต่หันมาใช้วิธีการทางชีวภาพ เช่น การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การปลูกพืชหมุนเวียน และการใช้แมลงศัตรูธรรมชาติในการกำจัดแมลงศัตรูพืช เกษตรอินทรีย์ช่วยลดมลพิษจากสารเคมีในดินและน้ำ รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และปรับปรุงคุณภาพของดินให้อุดมสมบูรณ์ขึ้น ผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์จึงถือว่าปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่า

เทคโนโลยีการให้น้ำแบบประหยัด (Water-Efficient Technologies)

การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพมีความสำคัญอย่างยิ่งในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นภาคที่ใช้น้ำมากที่สุด เทคโนโลยีการให้น้ำแบบประหยัดช่วยให้การใช้น้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น รูปแบบการให้น้ำแบบประหยัดที่นิยมใช้ ได้แก่ การให้น้ำแบบหยดและการให้น้ำใต้ดิน ซึ่งช่วยลดการสูญเสียน้ำจากการระเหย นอกจากนี้ ระบบการให้น้ำอัตโนมัติช่วยควบคุมการให้น้ำได้อย่างเหมาะสม ป้องกันการใช้น้ำเกินความจำเป็น

พลังงานหมุนเวียนในการเกษตร (Renewable Energy in Agriculture)

การใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม เป็นอีกหนึ่งแนวทางเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนในภาคการเกษตร โรงเรือนเพาะปลูกที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้อย่างมาก นอกจากนี้ กังหันลมยังสามารถใช้สูบน้ำจากบ่อบาดาลเพื่อการชลประทานโดยไม่ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ การใช้พลังงานหมุนเวียนจึงเป็นวิธีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรกรรม

เทคโนโลยีการเพาะปลูกแบบไร้ดิน (Soilless Cultivation Technologies)

เทคโนโลยีการเพาะปลูกแบบไร้ดินกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น โดยใช้แทนการเพาะปลูกในดิน ระบบการเพาะปลูกแบบไร้ดินที่สำคัญ ได้แก่ การเพาะปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ (ปลูกในสารละลายธาตุอาหาร) และแบบแอเรอะโปนิกส์ (ปลูกบนตัวกลาง) ระบบเหล่านี้ช่วยลดการใช้ที่ดินและน้ำ รวมทั้งการควบคุมคุณภาพผลผลิต นอกจากนี้ยังสามารถทำการเพาะปลูกในพื้นที่จำกัดหรือสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ทำให้สามารถผลิตอาหารได้อย่างยั่งยืนในเขตเมือง

สรุป

เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้อุตสาหกรรมการเกษตรมีความยั่งยืน เกษตรอินทรีย์ช่วยลดการใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย เทคโนโลยีการให้น้ำแบบประหยัดช่วยใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้พลังงานหมุนเวียนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเทคโนโลยีการเพาะปลูกแบบไร้ดินช่วยประหยัดที่ดินและน้ำ พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่เพียงลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของผลิตผลทางการเกษตร ส่งผลให้ความมั่นคงด้านอาหารของประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้น

การนำเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้อย่างแพร่หลายในภาคการเกษตรจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากนโยบายของรัฐบาล ทั้งในด้านงบประมาณ การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการให้ความรู้และสร้างแรงจูงใจแก่เกษตรกรในการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และเกษตรกรจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้อุตสาหกรรมการเกษตรเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนสืบไป